ก.วิทย์ จับมือภาครัฐและเอกชน จัดทัพพัฒนาต้นทุนทางคุณภาพและมาตรฐาน สร้างจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย พร้อมรับไทยแลนด์ 4.0

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดมแนวคิดภาครัฐและภาคเอกชน จัดประชุม Thailand 4.0 R&I Forum ครั้งที่ 2 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ  พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการไทย หนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการประชุม Thailand 4.0 R&I Forum ครั้งที่ 2/2561 เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure: NQI) ณ ห้องซาลอนเอ ชั้น 2 โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ  เพื่อเป็นการหารือและระดมแนวความคิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนถึงทิศทางความเป็นไปได้ในการจัดตั้งและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (NQI) ให้แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมเข้าสู่ตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการ นำมาซึ่งการกระจายรายได้ ตลอดจนสร้างชีวิตที่มีคุณภาพให้แก่คนไทย เพื่อเป็นต้นทุนที่ดีสำหรับเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมหรือประเทศไทย 4.0

โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ  (National Quality Infrastructure: NQI) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาประเทศ   ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นหนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบและพร้อมขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ดร.สุวิทย์  ได้มีการปรึกษาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ซึ่งมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในเรื่องนี้ เช่น ดร.ดำริ สุโขธนัง อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนางรัตนาภรณ์ จึงสงวนสิทธิ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นต้น เกี่ยวกับการจัดตั้งระบบ NQI ในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากมองว่า ประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการเปลี่ยนเข้าสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เช่น เกาหลีใต้ จีน เอสโทเนียและไต้หวัน ต่างมุ่งเน้นการพัฒนาระบบ NQI ของตนเองอย่างเข้มข้น เนื่องจากมองว่าความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าและบริการคือพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขัน และ NQI คือโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพที่ใช้ในการสร้างความเชื่อมั่นและคุณภาพ ใช้ได้กับทุกการผลิต ทุกกิจกรรมและนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในประเทศ จากแนวทางดังกล่าวนี้จึงได้มีมติให้ตั้ง คณะทำงานจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) เรื่องการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ เพื่อศึกษาสถานภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศในปัจจุบัน และจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนา NQI โดยมอบหมายให้ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมทำหน้าที่เลขานุการ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการจัดทำนโยบาย เมื่อคณะทำงานได้ข้อเสนอแนะเบื้องต้นแล้ว ดร. สุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงมีดำริให้ สวทน. จัดการประชุม Open Forum เพื่อนำเสนอแนะและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งระบบ NQI ไปนำเสนอต่อผู้มีส่วนได้เสีย และขอรับความคิดเห็นเพิ่มเติม

ในการประชุม Open Forum ได้มีการเสนอแนวคิดในการจัดตั้ง NQI  มีการอธิบายถึงความหมาย และการทำงานของ  NQI  ว่าดำเนินการผ่าน 3 องค์กรหลัก นั่นคือ ด้านมาตรวิทยารับผิดชอบโดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ  ด้านการกำหนดมาตรฐาน รับผิดชอบโดยองค์กรการกำหนดมาตรฐานแห่งชาติ  และด้านการประเมินความเป็นไปตามมาตรฐาน รับผิดชอบโดยองค์กรการรับรองระบบงานแห่งชาติ  ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพระหว่างประเทศ ที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อการสร้างและพัฒนานวัตกรรมเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Innovation-driven economy  โดยระบุว่าประเทศไทยมีองค์กรด้าน NQI ครบถ้วน แต่ยังมีจุดอ่อนในด้านการขาดความเป็นเอกภาพในทางนโยบาย (Fragmentation) ขาดกระบวนการ เวทีหารือและประสานนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงบางหน่วยงานทำหน้าที่เป็นทั้งหน่วยงานให้การรับรองระบบงานและหน่วยงานรับรองผลิตภัณฑ์ซึ่งทำให้เกิดประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) ในมุมมองสากล อีกทั้งหน่วยงานภายใต้ NQI บางส่วนมีภารกิจที่ทับซ้อน คาบเกี่ยวกัน เนื่องจากความคลุมเครือของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดความสับสน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานมีความล่าช้า ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจขับเคลื่อนและแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และยังมีจุดอ่อนในด้านที่ผู้ใช้บริการระบบ NQI ไม่สามารถสืบค้นและเข้าถึงบริการ NQI ได้ ดังนั้น การจัดบทบาท และประสานทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศจึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ผ่านการจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ NQI  จัดทำแผนพัฒนาความสามารถของบริการโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมเป้าหมาย มีการกำหนดองค์กรหลักด้าน NQI ให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงบทบาทของหน่วยงานรัฐว่าควรเน้นพัฒนาความสามารถและบริการระดับสูงที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมให้ทันต่อความต้องการของผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกร ตลอดจนมีการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรด้าน NQI ระยะกลางและระยะยาว พร้อมทั้งเร่งจัดทำหลักสูตรเพื่อปรับหรือเปลี่ยนทักษะของวิศวกร หรือแรงงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตอันเนื่องมาจากอุตสาหกรรม 4.0 และดิจิทัลไลเซชั่น

การประชุม Open Forum ในครั้งนี้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 150 รายให้ความสนใจ เข้าร่วมรับฟังพร้อมเสนอแนวคิด ซึ่งได้มีการรวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ข้อมูลยืนยันล่าสุด จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ได้บ่งชี้ว่า NQI  มีส่วนทำให้ GDP ของแต่ละประเทศเติบโต เนื่องจาก 80% ของการค้าโลกได้รับผลกระทบจากมาตรฐานและกฎระเบียบ ตลอดจนข้อมูลอ้างอิงถึงตัวชี้วัดและการจัดอันดับ IMD ประจำปี 2017 ที่สำรวจจาก 63 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเรื่องของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ เช่น การส่งออก  การสร้างผลิตภาพและความสามารถทางการแข่งขัน การบริหารจัดการต่างๆ รวมถึงศักยภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือแม้แต่เรื่องของคุณภาพชีวิต  สุขภาพและสิ่งแวดล้อม  ผลปรากฏว่าประเทศไทยติดอยู่ในอันดับรั้งท้ายแทบจะทุกด้าน จากข้อมูลดังกล่าวทางสภาพัฒน์ชี้ว่า การนำระบบ NQI ที่มีศักยภาพเข้าไปช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจะทำให้ตัวชี้วัดทางคุณภาพเหล่านี้ดีขึ้น โดยเน้นว่าการพัฒนาคุณภาพ (Quality) จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้กิจกรรมอื่นๆ ได้รับการพัฒนาไปตามลำดับจนเกิดศักยภาพตามมา  ดังนั้นประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องใช้ NQI ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การแข่งขัน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี หรือ “แข่งขันได้ กระจายดี” ซึ่งสอดคล้องกับการเดินหน้าไปสู่ประเทศไทย 4.0 และนอกจากข้อเสนอแนะที่คณะทำงานจัดทำขึ้น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงาน และองค์กรอื่นๆ ที่ได้ให้ความเห็นไว้ จะได้รับการจัดทำเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยคาดว่าจะเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2561