มว.วันนี้ : สัมภาษณ์ ร.อ. ธวัช ช่างปั้น วันงานแสดงมุทิตาจิต

ทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วคะ

พี่ทำงานที่นี่มาประมาณ 17  ปี. ทำงานที่ มว.ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งได้ 3 เดือน ในตำแหน่ง หัวหน้าห้องปฏิบัติการความดันและสุญญากาศเป็นอันดับแรก

จากวันนั้นถึงวันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ มว. อย่างไรบ้าง

ถ้ามองความเป20160407_133716ลี่ยนแปลง พี่จะมองในแง่ของการเปรียบเทียบกับห้องปฏิบัติการอื่นๆ ของประเทศอื่นนะ เพราะถ้าเรามองความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียว เราอาจจะไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้คือเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภายใน 17 ปี เรามายืนอยู่ตรงจุดนี้ กับการที่เราเริ่มโดยที่เหมือนเป็นน้องใหม่ เราช่วยกันสร้าง มว. จนมาถึงจุดนี้ ในหลายๆ พารามิเตอร์  ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราไม่เป็นรองใคร สามารถจะบอกได้ว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราดีที่สุดในหลายๆพารามิเตอร์ด้วยซ้ำ นี่คือสิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เข้ามาทำงานที่นี่ เนื่องจากเรามีประสบการณ์ผ่านการประชุม สัมมนาต่างๆ ทุกปีเราต้องเจอผู้คนมากมายหลากหลาย ได้ไปหลายๆแห่ง  จากการที่เราพัฒนามาถึงขั้นนี้ มันก็สามารถบอกได้ว่า มันหายเหนื่อยนะ กับสิ่งที่เราต่อสู้ผลักดันกันมา  โดยเฉพาะกับตัวเองที่เข้ามาในส่วนของหัวหน้าห้องปฏิบัติการความดันและสุญญากาศ ตัวพี่เองก็เริ่มที่จะตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องไปให้ถึงจุดใหนได้บ้าง และเราก็ต้องวางแนวทางในการทำงานของเรา ซึ่งเป้าหมายของพี่มันถูกปรับมาหลายรอบมากจนจำไม่ได้ เพราะพอเราใกล้จะถึงเป้าหมายที่วางไว้เราก็ตั้งใหม่  เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันน่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ช่วยให้เราเดินมาถูกทางและพัฒนามาถึงจุดที่วางเอาไว้ได้เร็ว แต่ว่าสำคัญที่สุดก็คือ “ทีมงาน”  สำคัญมาก ถ้าเราได้ทีมงานที่ไม่ได้เรื่องเราก็จะไม่สามารถมาถึงจุดสำเร็จได้ แต่เนื่องจากว่า เรามีทีมงาน มีทีมบุคคลากรรุ่นใหม่ที่พวกเขาเหล่านั้นมีไฟที่จะทำ แต่ก็มีบ้างที่ลาออกไป ซึ่งสาเหตุก็คือเขาอาจจะไม่ชอบงานอย่างนี้ เขาก็เลือกที่จะไปที่อื่น  แต่คนที่ยังอยู่ที่นี่จริงๆก็คือคนที่รักที่จะทำงานลักษณะนี้ทำให้เราช่วยกันพัฒนางานขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งน่าจะบอกได้ว่า เด็กรุ่นหลังๆ หรือพนักงานรุ่นใหม่ๆ ไม่รู้สภาพความเป็นมาว่า มันยากแค่ใหนกว่าจะพัฒนามาได้อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้  แต่พวกเขามาในลักษณะที่เห็นภาพแห่งคว ามสำเร็จแล้ว เนื่องจากเค้าเห็นว่าที่มาของความสำเร็จใจวันนี้คือน้ำพักน้ำแรงของคนรุ่นก่อนๆที่อุทิศตนให้กับการทำงาน และเราพูดอะไรเขาก็ฟัง

ในเรื่องของการทำงาน มีปัญหาเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัยบ้างหรือไม่ แล้วพี่มีวิธีจัดการกับปัญหานั้นอย่างไรคะ

มีปัญหาในเรื่องนี้มาก  แต่พี่มีวิธีจัดการกับปัญหาคือ สร้างการมีส่วนร่วม  ซึ่งแน่นอนในช่วงแรกๆพี่ต้องมีการตัดสินใจ เช่นเราจะซื้อเครื่องมือ  และเนื่องจากเรามีประสบการณ์ ทำงานด้านมาตรวิทยา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ก่อนน้องๆรุ่นใหม่ๆ เกิดหลายคน  และเราก็มีโอกาสไปประชุมต่างประเทศ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง เราจึงสามารถที่จะใช้ประสบการณ์ของเราตัดสินในการซื้อเครื่องมือมาตรฐาน เพราะเรารู้แนวทางว่ามันควรจะเป็นอย่างไร และเราก็ฟังข้อมูลจากความต้องกIMG_1970ารของลูกค้า พอเราสามารถประกอบทักษะและประสบการณ์ที่เรามีเข้าด้วยกัน  เราก็สามารถที่จะนำน้องๆได้ แต่พอน้องๆเริ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น เราได้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสอน เขาก็เริ่มเรียนรู้ เมื่อความรู้และประสบการณ์ของเขาเพิ่มมากขึ้น เราก็เริ่มผ่อนการนำลงไป ค่อยๆผ่อนลงจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า หารือร่วมกัน  ซึ่งพี่มองว่านี่คือจุดที่ทำให้ ทีมของเรานั้น เป็นทีมที่เข้มแข็งทางวิชาการ เพราะหลังจากที่พวกเขาเริ่มมีประสบการณ์ เราเริ่มฟังความคิดกันและกัน มีการพูดคุย หารือกันมากขึ้น พอถึงจุดที่เขาเริ่มออกไปประชุมต่างประเทศบ้าง ไปเรียนต่อ ปริญญาเอกกลับมาบ้าง เราก็ยิ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมมากขึ้น  โดยแทนที่เราจะตัดสินใจคนเดียว หรือแสดงความเป็นผู้นำเกินไป เราก็จะเริ่มทำให้น้อยลง จะใช้ก็ต่อเมื่อเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น มันจึงเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็น และเป็นการช่วยเพิ่มกำลังใจในการทำงาน มีเวทีให้พวกเขาได้แสดงความสามารถ

อีกประการหนึ่ง สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อมีเรื่องที่จะต้องไปต่างประเทศ ถ้าเรื่องที่ไปตรงกับภารกิจความรับผิดชอบของใคร พี่ก็จะมอบหมายให้คนๆนั้นไป พี่จะไม่ให้เวียนกัน  แต่จะเวียนกันก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องทั่วๆไป เช่นเรื่องทุนการศึกษา เรื่องทั่วไป  แต่ถ้าเป็นเรื่องประชุมสัมมนาก็จะให้แต่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นไป  หรือแม้แต่ซื้อเครื่องมือก็จะให้คนที่ทำไป เว้นแต่ถ้าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พี่ก็จะไปเอง แสดงความรับผิดชอบเอง และนั่นก็คือวิธีการทำงานของพี่ซึ่งนั่นก็เอามาจากอดีตรองผู้อำนวยการ คือ เรืออากาศเอก บรรจบ สุขทัต ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ดีพี่ก็เอามาทำต่อ  เราควรมีพื้นที่ให้พวกเขาบ้าง

ซึ่งพี่ก็มองว่าพนักงานก็IMG_8437ต้องการกำลังใจพอสมควรนะ อยากให้ผู้บังคับบัญชามองเห็นเขาบ้าง  และนโยบายที่พี่ใช้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าใครไปประชุมสัมมนาอะไรก็แล้วแต่ กลับมาคุณต้องมีองค์ความรู้ใหม่ๆที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาได้ด้วย ไม่ใช่ว่าไปอย่างเดียวต้องมีสาระนำกลับมาใช้ด้วย อันนี้คือซีเรียส เพราะการที่เราให้คุณไปนั้นเป็นการมอบหมายภารกิจ ไม่ได้ให้ไปเตร็ดเตร่  ส่วนที่ว่าองค์ความรู้นั้นเรามีอยู่แล้วหรือไม่ พี่ไม่สนใจ  ขออย่างเดียวต้องมีกลับมาหารือ มาเล่าหรือแชร์ให้กันฟัง

มาถึงตรงนี้แล้ว อยากจะฝากอะไรให้กับน้องที่เข้ามาทำงานรุ่นใหม่ๆบ้างหรือเปล่าคะ

สิ่งที่มี มันคือหลักของการพัฒนา การทำงานในเชิงมาตรวิทยา โดยเฉพาะ หลักๆที่เรามาใช้เมื่อมาทำงานอยู่ที่ มว.แห่งนี้

หลักอันแรก ก็คือ เราอยู่ตรงใหนต้องทำตรงนั้นให้ดีที่สุด  เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้ทุกเรื่อง แต่เราจะถูกมอบหมายงานจากผู้บังคับบัญชาที่เขามองเห็นว่าเราทำได้ดีถ้าIMG_6568เทียบกับงานอื่นๆ อันนี้เป็นสิ่งแรก  เพราะฉะนั้น เราชอบหรือไม่ชอบเราก็ต้องทำ เมื่อเราต้องทำปุ๊บ อย่าทำแบบขอไปทีหรือก้มหน้าก้มตาทำอย่างเดียว เราต้องทำให้มันจริง เราต้องพยายามตั้งใจทำให้ดีที่สุดประการที่สองก็คือ ถ้าเราจะพัฒนางานที่เรารับผิดชอบให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป เราต้องฝึกตั้งคำถามให้กับตัวเอง ว่าสิ่งที่เราทำ ผลที่ได้ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ แล้วถ้าทำเป็นแบบอื่นล่ะ  มันจะออกมาเป็นอย่างไร  ฝึกหัดตั้งคำถามไปเรื่อยๆ พี่มองว่ามันเป็นการกระตุ้นให้เราพัฒนาศักยภาพของตัวเองไปโดยอัติโนมัติ  การทำงานต้องอย่าทำตัวเหมือนนำเต็มแก้ว  เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะไม่มีวันได้เห็นโลก พอตั้งคำถามแล้วเราก็ต้องหาคำตอบโดยการหาวิธีการที่จะมาตอบโจทย์ๆนั้น ซึ่งนั่นก็คือการเรียนรู้และค้นคว้านั่นเอง  ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ด้วยการฝึกฝนเรียนรู้ ไม่อย่างนั้น คนจบรัฐศาสตร์การฑูตแบบพี่จะสามารถมาทำงานแบบนี้ได้อย่างไร  ใช่มั้ย?  พี่จะอาศัยการอ่าน  อ่านหนังสือทุกคืน คือสงสัยตรงใหนก็ไปเจาะอ่านตรงนั้น เพราะเราไม่รู้ฟิสิกส์ไง เราต้องไปเรียนใหม่ นี่ก็เป็นวิธีการทำงานหลักๆที่พี่ยึดถือปฏิบัติมา และอีกสิ่งIMG_6358หนึ่งก็คืออย่าคิดคนเดียว

อีกประการหนึ่งคือว่า มีเพื่อนร่วมงาน มีอะไรก็หารือกันซะ บางครั้งอาจมีการเห็นต่างบ้างแต่เราก็ต้องรับฟังเพราะบางทีมันก็อาจเป็นข้อสะกิดใจให้เราระมัดระวังมากขึ้น  เพราะฉะนั้นเวลาทำงาน เราคิดซะว่า เราอยู่ในส่วนใหนหรือได้รับมอบหมายอะไร ก็ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด นั่นคือคติประจำใจเลยนะ  แล้วฝึกตั้งคำถามให้มากๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ดีกว่าเดิม  ปัญหาเกิดขึ้นใช้วิธีอื่นได้มั้ย  ซึ่งบางครั้งพี่เองก็มีคำถามที่ค้างคาใจมาอยู่5-6 ปี กว่าจะอธิบายตัวเองได้ สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราเป็นคนรู้มาก และรู้ลึกในทุกๆเรื่อง และสิ่งต่างๆเหล่านี้มันจะผลักดันให้น้องกลายเป็นผู้ที่มีศักยภาพและส่งผลต่อทิศทางที่ดีขององค์กรในอนาคต และในทางกลับกันมันก็จะสะท้อนสิ่งดีๆกลับมาหาตัวน้องๆด้วยเช่นกัน ก็ฝากไว้แค่นี้ครับ

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่พี่ธวัช เน้นย้ำ และปฏิบัติมาตลอดชีวิตการทำงานที่นี่ นั่นก็คือ ยิ่งตั้งคำถาม ยิ่งมีความสงสัย และความสงสัยนั่นเองที่จะเป็นตัวจุดประกายไฟ ในการเพิ่มพูนความรู้ต่างๆให้มากขึ้นทำให้เราเป็นคนรู้มาก และรู้ลึก  เปรียบเสมือนการชาร์จพลังงานให้กับตัวเองแบบต่อเนื่อง  แต่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นก็คือการทำงานด้วยกันเป็นทีม ซึ่งอาจมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ในท้ายสุดความเหมือนและความต่างก็จะถูกหล่อหลอมด้วยความตั้งใจและมีอุดมการณ์ร่วมกันในการทำงานของทุกๆคนนั่นเอง