“นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” (31 ตุลาคม 2561)

นายอนุสรณ์ ทนหมื่นไวย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ มว. และนักมาตรวิทยา ได้ร่วมกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีตัวแทนนักวิทย์ นำเสนอรายละเอียดของสมุดปกขาว โดยระบุว่า การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายในระยะเวลา 20 ปี นั้น เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เนื่องจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม การแข่งขันอย่างรุนแรงในเวทีโลก และต้องเตรียมความพร้อมประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการจะยกระดับประเทศที่สู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 การวิจัยขั้นแนวหน้าที่จะทะลุทะลวงไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

“หากภาครัฐมีการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากความรู้ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ไทย ในรูปแบบที่เอื้อต่อการนำพาประเทศสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง จะทำให้ประเทศไทยก้าวกระโดดสู่ระดับโลกได้อย่างไม่ยาก การรวมตัวของนักวิทย์รุ่นใหม่ ในวันนี้ จึงเป็นเสมือนการมารวมพลังแสดงความพร้อมที่จะใช้ศักยภาพของแต่ละคนที่เชี่ยวชาญแต่ละสาขามากำหนดอนาคตประเทศ ผ่านการเสนอสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research พร้อมได้วางกลยุทธ์กำหนดโจทย์วิจัยให้กับประเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. อาหารเพื่ออนาคต 2. การแพทย์และสาธารณสุขขั้นแนวหน้า 3. พลังงานแห่งอนาคต และ 4. การป้องกันภัยคุกคาม/รับมือความเสี่ยง และสร้างโอกาสในอนาคต โดยนักวิทย์รุ่นใหม่ได้ระดมสมองร่วมกันว่า เป็นโจทย์วิจัยที่จำเป็นและสำคัญต่อประเทศ และสามารถต่อยอดไปสู่ระดับโลกได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุน” ตัวแทนนักวิทย์ฯ ระบุ

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยไม่มีฐานเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ประเทศไทยจึงต้องยกระดับความสามารถของประเทศให้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวทันโลกให้ได้ โดยต้องเร่งสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยใช้สิ่งที่มีเพื่อสร้างคุณค่า และโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศ การดำเนินการวิจัยขั้นแนวจึงเป็นความท้าทายของประเทศที่จะต้องอาศัยพันธะทางนโยบาย การสนับสนุนจากรัฐบาลและฝ่ายการเมืองที่จะสร้างประเทศในระยะยาว จึงต้องวางแผนงานด้านการลงทุนและงบประมาณเพื่อให้ไปสู่การสร้างอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนนักวิทย์ฯ เห็นสอดคล้องกันว่า แม้ผลปลายทาง ที่เสนอในวันนี้ จะเป็นเป้าอีกไกล แต่เชื่อว่าผลงานวิจัยระหว่างทางจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ตลอดทางที่ทำ ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ยืนยันว่าเรามีความพร้อม และมีความมั่นใจที่จะก้าวไปกับรัฐบาลและภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยงานวิจัยขั้นแนวหน้า ตามที่พวกเราทุกคนได้คาดหวังไว้ แต่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนเราอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1. งานวิจัย Frontier Research เป็นงานวิจัยที่คาดหวังผลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีเงินลงทุนที่มากพอและมีความต่อเนื่อง 2. การจัดสรรด้านการบริหารงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ควรจะมองที่ความเป็นเลิศของงานวิทยาศาสตร์เป็นหลัก หากรัฐให้การสนับสนุน วงการวิทยาศาสตร์ก็พร้อมจะก้าวไปไปข้างหน้า เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลกได้

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดโจทย์วิจัยต้องศึกษาจากอดีตที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเดิมได้ทำไว้ และต่อยอดสู่อนาคตแบบไร้รอยต่ออย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์กรอบยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านของรัฐบาล เชื่อว่าหากทำได้จะทำให้ประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม และนำรายได้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การทำวิจัยแม้เราจะมองไปที่อนาคต แต่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วย

“รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทุกการวิจัยหากเป็นสิ่งที่จำเป็นของประเทศ นักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ทุกคนล้วนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อประเทศ ผมให้เวลา 5 ปี สำหรับงานวิจัยที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว นำไปสู่ผลผลิตที่เป็นรูปธรรม มีตัวเลขที่สามารถวัดได้ และตอบได้ว่าประชาชนได้อะไรจากงานวิจัย ผมเชื่อว่า วิทยาศาสตร์คือสิ่งเดียวที่จะพลิกประเทศได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว