สวัสดีค่ะ..ครั้งที่แล้ว (นานมาแล้ว) เราเคยสัญญาว่าจะนำเรื่องราวของ ดร. ปิยพัฒน์ พูลทอง แห่งห้องปฏิบัติการเวลาและความถี่ ของมาตรวิทยาไฟฟ้า มาฝากกัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการรอคอยที่เนิ่นนาน พอสมควร เนื่องจากต่างฝ่ายต่างติดภารกิจต่างๆ แต่งานนี้ถึงจะช้า แต่ก็ชัวร์ (ว่าได้อ่านกันแน่ๆ) เรียกได้ว่า พอสัมภาษณ์เสร็จ เรารีบถอดเทปแบบหัวหกก้นขวิด เพื่อที่จะได้เสิร์ฟบทสัมภาษณ์แบบร้อนๆให้ทุกท่านได้อ่านกัน ถ้าพร้อมแล้ว 3-2-1 ไปค่ะ..
ไปลินเดาครั้งนี้ได้ไปทำอะไรบ้าง
การประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่เมืองลินเดา ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 66 ของปี 2016 ซึ่งเป็นปีของฟิสิกส์ ในงานประชุมจะมีหลาย section โดย section แรกของทุกๆวันก็คือ Science Breakfast อยู่ในช่วงเช้าที่สุด โดยแต่ละวันก็จะมีหัวข้อที่แตกต่างกัน อย่างเช่น วันแรกก็จะเป็นเรื่องของ Quantum Technology ที่เป็นการอัพเดทว่าปัจจุบัน Quantum Technology ไปถึงใหนแล้ว และการประยุกต์ใช้งาน Quantum Technology ในอนาคตจะเป็นอย่างไร รวมทั้งสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง ถัดจาก Science Breakfast ก็จะมีนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาพูดให้ความรู้ประมาณท่านละ 40-50 นาที ซึ่งแต่ละท่านก็จะพูดในเรื่องที่ตัวเองสนใจ บางท่านก็พูดเรื่องงานวิจัยซึ่งได้มีการต่อยอดจากรางวัลโนเบลที่ท่านนั้นได้รับ แต่ก็มีบางท่านที่สนใจศาสตร์อีกแขนงอื่นที่ไม่ได้อยู่ในสายของตัวเอง แล้วทุกท่านก็จะนำเรื่องราวเหล่านี้มาแบ่งปันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่าการทำวิจัยเหล่านั้นจะสามารถถ่ายทอดให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ได้อย่างไร
หลังจากนั้น ช่วงบ่ายๆก็จะเป็น Panel Discussion คือจะมีการเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้พบปะพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลในเรื่องที่ได้พูดคุยกันไปในช่วงเช้า เช่น คนนี้สนใจด้านนี้แล้วมีอะไรในใจหรือต้องการจะต่อยอดหรือเปล่า หรือไม่ก็เข้าไปขอคำแนะนำจากนักวิทย์โนเบลในเรื่องของงานวิจัยของตัวเอง และยังมีอีกช่วงหนึ่งก็คือช่วงที่ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ได้นำเสนอผลงานเพื่อขอ comment และปิดท้ายช่วงเย็นก็จะมีงานเลี้ยง ซึ่งบรรยากาศในงานก็เป็นไปอย่างผ่อนคลาย และเป็นกันเองเพื่อที่ว่าจะให้ทุกท่านที่มาร่วมประชุมฯในครั้งนี้ได้ทำความรู้จักและสานต่อ connection กัน
แน่นอนว่ากว่าจะผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานนี้ เรียกได้ว่าตื่นเต้นน่าดู แต่ก็เชื่อว่าความรู้สึกที่ได้เข้าไปอยู่ในงานมันน่าจะเป็นอะไรที่ตื่นเต้นยิ่งกว่า…ลองเล่าความรู้สึกที่ได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางอัจฉริยะระดับโลกในงานประชุมฯ ครั้งนี้
ความรู้สึกแรกเลยคือ ผมว่านักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งมันก็มากกว่าความฝันของผมว่าจะมีวันที่ได้เข้าไปพูดคุยหรือใกล้ชิดขนาดนี้ มโนภาพแรกเลย คือ นักวิทย์โนเบลต้องเป็นอะไรที่เข้าถึงยากพอสมควร แต่พอได้พบปะ ได้พูดคุยกันแล้วมันกลับกันเลย คือมันกลายเป็นว่า เขาพยายามจะเข้าหาพวกเราเพราะเขาคิดว่านักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เป็นคนที่สำคัญ ส่วนพวกเขาอายุมากแล้ว..ผ่านประสบการณ์มาหลายอย่าง ประสบความสำเร็จ และมีผลงานต่างๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาอยากสร้างนั่นก็คือ แรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ได้สานต่องานวิจัยต่างๆที่กำลังริเริ่ม หรือออกเดินทางหาประสบการณ์ใหม่ๆ
รู้สึกประทับใจท่านใดเป็นพิเศษมั้ยที่งานนี้
จริงๆแล้วมีหลายท่านนะ แต่มีท่านหนึ่งที่ทุกๆคนในงานประทับใจนั่นก็คือ Prof. William D. Phillips ท่านทำ Laser Cooling ซึ่งเป็นสายเดียวกับที่ผมทำ คือท่านนี้พยายามที่จะเข้าถึงนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่มาก และนักวิทย์ฯรุ่นเยาว์ก็ชอบเขามากเช่นกัน เพราะว่าท่านเป็นคนที่เข้าถึงง่าย แล้วพยายามที่จะตอบคำถามให้ได้ทุกคำถาม และมีเวลาให้พวกเราถามเยอะมาก จนมีอยู่วันหนึ่ง ฝนตก ภรรยาของท่านเปียกฝน ท่านก็ไม่ได้สนใจภรรยาเลยท่านก็ใจจดใจจ่อนั่งสนทนากับพวกเราจนภรรยาแกทำหน้าว่า เอ่อ ฉันเปียกฝนถ้าอย่างนั้นฉันขอกลับโรงแรมก่อนนะ (หัวเราะ) เห็นมั้ยว่าท่านก็ยังเห็นพวกเราสำคัญกว่า (หัวเราะร่วน)
อีกท่านหนึ่งคือ Prof. Roy Glauber ผมเรียกท่านว่า ปู่ Roy เพราะท่านอายุมากที่สุดในงานนี้ ซึ่งตอนนี้ท่าน อายุ 92 ปี ท่านนี้ได้รางวัลโนเบลที่เกี่ยวกับ Quantum Optic หลายๆคนยกย่องให้เป็น บิดาของ Quantum Optic ซึ่งท่านได้เล่าในส่วนของประสบการณ์ที่ท่านอยู่ที่อเมริกา ได้ร่วมงานกับโปรเจ็คตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 Manhattan Project เป็นโปรเจ็คท์ที่ทำเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งท่านก็เคยกระทบไหล่นักวิทยาศาสตร์คนดังๆระดับโลก เช่น Albert Einstien, Niels Bohr และ Werner Heisenberg และสิ่งที่ประทับใจมากคือได้ร่วมโต๊ะทานอาหารกับท่านได้พูดคุยกันก็สังเกตุเห็นว่าท่านเป็นคนเรียบง่าย ไม่ใช่อย่างที่เราคิดตั้งแต่แรกว่า ต้องมีมาด หรือดูหยิ่ง แต่จริงๆไม่เลย ท่านเป็นกันเองมากและเข้าถึงได้ง่าย
ส่วนอีกท่านที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ Prof. Klaus Von Klitzing ทำวิจัยทางด้าน Quantum Hall Effects ซึ่งที่สถาบันมาตรฯเราก็มีใช้ ซึ่งท่านนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับบรรดานักวิทย์ฯรุ่นเยาว์ โดยการเอาเหรียญ Nobel Prize ที่ท่านได้รับซึ่งเป็นเหรียญทองคำ มาที่ห้อง Panel Discussion และท่านบอกว่า มา..เอาเหรียญไปถือเล่นกัน แล้วท้าย Class จะขอเหรียญคืน เสร็จแล้วก็โยนเหรียญมาให้ ทุกคนก็กรูไปที่เหรียญ ไม่มีคนสนใจท่านเลย ท่านจึงกล่าวติดตลกว่า เห็นมั้ย? จริงๆแล้วไม่มีใครสนใจผมเลย (หัวเราะ) ทุกคนสนใจแต่รางวัลโนเบล คือมันเป็น Gimmick ที่ใช้เรียกความสนใจใน Class
สรุปก็คือสิ่งที่ได้เห็นจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลเลย คือ หลังจากที่ได้รางวัลแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ “โอกาส” ที่ทุกคนไม่ได้ มันเหมือนกับโอกาสเคลื่อนตัวมาหาพวกเขาเอง แทบไม่ต้องขวนขวายอะไร ยกตัวอย่างเช่น การที่ถูกรับเชิญให้ไป conference ใหญ่ๆ และอีกอย่างที่สำคัญคือ “งบวิจัย” หลายๆคนที่ผมถาม เขาไม่ต้องเขียนของบวิจัย เงินมันไหลเข้ามาเอง เนื่องจากรัฐบาลอัดฉีดเต็มที่ แล้วพื้นฐานของคนที่ได้รับรางวัลโนเบลส่วนใหญ่จะศึกษาวิทยาศาสตร์ด้านพื้นฐานมากๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทยแล้วมันยากที่บ้านเราจะทำแบบนั้นได้ เพราะว่าบ้านเราสนใจงานทางด้าน application ซะมากกว่า และอีกอย่างก็คือ บ้านเรามีงบประมาณยังไม่มากพอ คือมองว่านอกจากจะมีงานวิจัยที่สร้างผลกระทบแล้วที่ขาดไม่ได้ก็คือแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องของงบประมาณอีกด้วย
ประโยชน์ที่ได้รับ หรืออะไรก็ตามจากการประชุมฯในครั้งนี้ที่คิดว่าสามารถนำกลับมาใช้ต่อยอดทางความคิด ตลอดจนนำมาปรับใช้ในองค์กรคืออะไร
อย่างแรกเลย คือ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการประชุมฯและทรงพระราชทานโอกาสนี้แก่พวกเราทุกคนให้เข้าร่วมงาน เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เนื่องจากเมืองไทยถือว่าเพิ่งได้เริ่มมีการส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมไปเมื่อไม่นานมานี้ และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 9 ทำให้เราได้รู้ถึงที่มาที่ไปของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกในเรื่องของแนวคิด วิธีทำงาน ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจต่างๆว่าเขาทำได้อย่างไร มันมีคุณค่าและมีความหมายมากสำหรับการสร้างโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ในบ้านเราได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดจนสร้างเครือข่ายเพื่อนำมาต่อยอดงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้พัฒนาประเทศได้
อย่างที่ 2 คือ เป็นการเปิดโลกทัศน์ ได้มุมมองใหม่ๆกลับมา คือถ้าเราอยู่ในเมืองไทย เรารับรู้เรื่องราวต่างๆผ่านสื่ออื่นๆ แต่ว่าเราปักหมุดอยู่ที่เมืองไทย มันก็เหมือนกับเราก็แค่ฟังเรื่องเล่า หรือแค่ได้ยินมา ซึ่งมันคนละเรื่องกับการที่ได้ไปสัมผัสของจริงเพราะมันจะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ประสาทสัมผัสเราเมื่อได้สัมผัสโดยตรงจะเข้าถึงมันมากกว่า ซึ่งถ้าเราสามารถเก็บรายละเอียดตรงนี้ได้มาก ก็จะเป็นการเบิกตา เปิดโลกทัศน์ของเราแบบ 360 องศาเลยนะ
มีการไปเล่าเรื่องของ สถาบันมาตรฯให้ในที่ประชุมฯฟังบ้างหรือเปล่า
ก็มีตอนที่เข้าไปอยู่ในช่วงบรรยาย (lecture) มีนักวิทย์โนเบลหนึ่งได้พูดถึงเรื่อง Redefinition ปี 2018 ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่ในปี 2018 ที่สถาบันมาตรฯต้องเตรียมรับมือ เพราะว่าในอนาคต พอมีการเปลี่ยนนิยาม แน่นอนว่า สิ่งที่เป็นมาตรฐานที่เรามีอยู่ก็จะไม่ใช่มาตรฐานอีกต่อไป เพราะนิยามเปลี่ยนไปแล้ว อย่างเช่นทางด้าน เวลาและความถี่ ปัจจุบันเราใช้ ซีเซียม แต่ในอนาคต เราไม่รู้ว่าจะใช้ ซีเซียมต่อไปหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มหลังจากที่ได้คุยกับผู้ที่ได้รางวัลโนเบล ซึ่งหลายๆท่านมองว่า ในอนาคต นาฬิกาอะตอมซีเซียม มันจะกลายเป็นรองไปแล้ว ตัวใหม่ที่จะเข้ามาเนี่ย ความละเอียดจะสูงมาก อย่างเช่น นาฬิกาอะตอมซีเซียมมันจะผิดพลาด 1 วินาที จะใช้เวลาหลักร้อยล้านปี แต่นาฬิกาอะตอมในอนาคต จะผิด 1 วินาที จะใช้เวลาเป็นหมื่นล้านปี ซึ่งละเอียดมากๆ เพราะฉะนั้นแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเป็นธาตุอื่นที่ไม่ใช่ซีเซียมมีสูงมาก ซึ่งปัจจุบันได้มีการศึกษาหาแนวทางในการเปลี่ยนนิยามกันอยู่ ตอนนี้ก็มีแนวโน้มแล้วว่า ตัวที่จะเปลี่ยน คือ นิยามของวินาที กิโลกรัม เคลวิน ดังนั้นปี 2018 จะเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญทางด้านมาตรวิทยา
มีอะไรฝากถึงนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บ้างมั้ย
ก่อนอื่นเลย อยากให้มองว่า รางวัลโนเบลเป็นอะไรที่นักวิทยาศาสตร์หลายๆท่านอยากได้ แต่ก่อนอื่นเลยที่สำคัญที่สุดคือ เราควรเอาความรู้ที่เรามีไปประยุกต์ใช้ว่าทำยังไงให้เหมาะกับประเทศชาติเรา พัฒนาไปให้มันได้ก่อน ก่อนที่เราจะคิดถึงขั้นได้รับโนเบล พูดง่ายๆคือ สร้างงานที่มุ่งถึงประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมือง ก่อนที่จะข้ามช็อตไปถึงว่าเราต้องได้รับรางวัลอะไร ดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”
และนั่นก็เป็นมุมมองของ ดร. ปิยพัฒน์ ที่ได้นำเรื่องราวที่น้อยคนนักจะได้ไปสัมผัส หวังว่าสิ่งที่นำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้จะเป็นการปลุกพลังกายพลังใจให้กับหลายๆท่านในการพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับโลกใบนี้























