มว.เดินหน้า พัฒนาอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้า เพิ่มขีดความสามารถสู่อุตสาหกรรมศักยภาพ

การพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยนั้น สิ่งที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้ คือ กระตุ้นผู้ประกอบการให้เดินหน้า และเตรียมความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างต่างๆในการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น  ทำให้เกิดความต้องการในการใช้พลังงานในสายการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การให้ความสำคัญในเรื่องของระดับแรงดันของระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะส่งผลต่อไปยังการลงทุน เช่น อุปกรณ์ อัตราค่าไฟฟ้า ตลอดจนมาตรฐานที่การไฟฟ้าใช้ควบคุมการใช้ไฟในโรงงานอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ขนาดของโรงงานและกำลังไฟฟ้าที่ใช้ มีผลกระทบต่อการเลือกระดับแรงดันของระบบไฟฟ้าในโรงงานด้วยเช่นกัน ซึ่งบางโรงงานแบ่งประเภทของกระบวนการผลิตออกเป็นกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง continuous flow เช่น อุตสาหกรรมเคมี โรงกลั่น ฯลฯ กระบวนการผลิตแบบ batch flow เช่น โรงงานทอผ้า อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปบางประเภท โรงถลุงเหล็ก เป็นต้น ระบบไฟฟ้าขัดข้องอาจทำให้สินค้าที่อยู่ในกระบวนการผลิตทั้งหมดเสียหาย ต้องนำไปทำลาย ค่าเสียหายจากการที่ระบบไฟฟ้าขัดข้องจึงสูง การลงทุนให้ระบบไฟฟ้าภายในโรงงานมั่นคงจึงคุ้มค่า การขัดข้องของระบบไฟฟ้าอาจทำให้สินค้า lot นั้นคุณภาพไม่ได้มาตรฐานต้องทำลายทิ้ง หรือจำหน่ายเป็นสินค้าเกรดต่ำ หรือต้องเริ่มต้นกระบวนการผลิตของ lot นั้นใหม่ การตัดสินใจลงทุนเพื่อคุณภาพของระบบไฟฟ้าของโรงงานจึงขึ้นกับระดับความสูญเสียที่จะเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ยต่อครั้งกระบวนการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งการที่ระบบไฟฟ้าขัดข้องมีผลกระทบทำให้ผลผลิตลดน้อยลง หรือล่าช้ากว่ากำหนด productivity ต่ำ ซึ่งจะกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจในกรณีที่ความต้องการสินค้าในตลาดสูง กำลังผลิตของโรงงานไม่พอเพียง

และด้วยเหตุนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันสูง (หม้อแปลงไฟฟ้า)ที่ใช้ในสายการผลิตนั้นต้องมีศักยภาพการใช้งานที่ได้มาตรฐานในระดับสากล เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) มาตรฐาน IEC  มาตรฐาน ANSI เป็นต้น  ซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันสูงที่ผลิตในประเทศไทยมีหลายประเภท อาทิ หม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง (Power Transformer) หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย ( Distribution Transformer) และลูกถ้วยไฟฟ้า (Insulator) ส่วนใหญ่ผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานการไฟฟ้าในประเทศ โดยเฉพาะหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับ 6 ของเอเชีย และมีรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี แต่ทั้งนี้กว่าจะได้มาตรฐานต่างๆจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบมาตรฐานของหม้อแปลงเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการการสอบเทียบเครื่องมือวัดที่ใช้ในการทดสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ จึงจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ผลการวัด และผลการทดสอบนั้น ถูกต้อง แม่นยำ และมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้อย่างแท้จริง

แต่เนื่องจากเครื่องมือวัด และเครื่องมือทดสอบด้านไฟฟ้าแรงดันสูง มีขนาดใหญ่ เคลื่อนย้ายยาก และไม่สามารถปิดระบบได้เป็นเวลานาน ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องจ้างบริษัทต่างประเทศให้มาสอบเทียบ ณ สถานประกอบการ On-site  จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนของการสอบเทียบที่สูง คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 0.5-1 ล้านบาท/ปี/ราย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้น ห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง ฝ่ายมาตรวิทยาไฟฟ้า สถาบันมาตรวทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงมีโครงการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันสูง  โดยแบ่งเป็น 2 โครงการย่อย ตามความต้องการของผู้ประกอบการได้แก่ โครงการจัดหามาตรฐานด้านการวัด AC High Voltage และ Impulse High Voltage  และ โครงการพัฒนาสร้างระบบสอบเทียบความสูญเสียของหม้อแปลงไฟฟ้า แบบเข้าไปทำการสอบเทียบ On-site  โดยในส่วนของโครงการพัฒนา สร้างระบบสอบเทียบความสูญเสียของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ โดยร่วมมือกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี  (PTB) ในการพัฒนา สร้างระบบสอบเทียบด้วยเทคโนโลยีการวัดความถูกต้องสูง เพื่อให้การวัดมีความถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การสอบเทียบแบบ On-site จะช่วยให้ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมลดค่าใช้จ่ายจากการสอบเทียบ โดยที่ไม่ต้องจ้างบริษัทต่างประเทศ เป็นการลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้ค่าที่ได้จากการวัด และการทดสอบ มีความถูกต้อง และแม่นยำ ทำให้ประหยัดพลังงาน สามารถสอบเทียบเครื่องมือวัด และเครื่องมือทดสอบที่มีส่วนสำคัญกับการออกแบบและประกันคุณภาพได้บ่อยขึ้น ส่งผลให้การวัด และการทดสอบมีความถูกต้องสม่ำเสมอ ผลิตภัณฑ์จึงมีคุณภาพสูงได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และเพิ่มศักยภาพสำหรับแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากการให้บริการสอบเทียบแบบ Onsite แล้ว มว.ได้มีการพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ไปยังภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง ผ่านการจัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญจาก มว. และ ระดับโลก   ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการผลิต ปูทางสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถทางการผลิตของอุตสาหกรรมไทย เพิ่มพูนศักยภาพการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และ เป็นกลไกขับที่เคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ