อุตสาหกรรมผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าขานรับลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานด้วยมาตรวิทยาไฟฟ้า


%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2-1
ปัจจุบันการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าตั้งแต่แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าไปยังระบบสายส่งจนถึงระดับผู้ใช้งาน มีการเปลี่ยนแปลงระดับแรงดันในระบบโดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Electric Transformer) จากการสำรวจจากผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าพบว่าในแต่ละปีหม้อแปลงไฟฟ้าในตลาดที่มีความต้องการใหม่และทดแทนของเดิมมีมูลค่าหลายพันล้านบาทและส่วนประกอบหลักในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้านั้นจะเป็นขดลวด (Coil) และแกนเหล็ก (Core) โดยในส่วนของขดลวดนั้นจะทำมาจากทองแดง ซึ่งทองแดงดังกล่าวมีราคาค่อนข้างสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ นอกจากนี้ราคาจำหน่ายของหม้อแปลงไฟฟ้ายังขึ้นอยู่กับขนาดของเควีเอ (kVA) และประสิทธิภาพ (Efficiency) อีกด้วย%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%871
ห้องปฏิบัติการความต้านทาน ฝ่ายมาตรวิทยาไฟฟ้า สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและอุปสรรคในอุตสาหกรรมผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า จากการศึกษาพบว่าความต้านทานของขดลวดทองแดงที่ใช้ในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ามีผลกระทบต่อการผลิตหม้อแปลงในด้านต่างๆ เช่น ด้านต้นทุน ประสิทธิภาพและความปลอดภัย เป็นต้น โดยค่าความต้านทานของขดลวดจะสามารถวัดค่าความถูกต้องได้จากเครื่องวัดความต้านทานขดลวด (Winding Resistance Meter) และค่าความถูกต้องของความต้านทานขดลวดที่ต่ำหรือสูงเกินจริงจะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ประสิทธิภาพลดลง สิ้นเปลืองพลังงาน เกิดการสูญเสียเนื่องจากมีการใช้ขดลวดทองแดงมากเกินจริง ดังนั้นจึงมีความร่วมมือกันระหว่างสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติกับโรงงานผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า ภายใต้โครงการวิจัยระบบสอบเทียบเครื่องวัดขดลวดและฉนวน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของหม้อแปลงไฟฟ้า

 

%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%872

ทางคณะทำงานได้เข้าไปศึกษาวิธีการทดสอบหม้อแปลงไฟฟ้าและพัฒนาระบบการสอบเทียบให้รองรับเครื่องวัดความต้านทานขดลวด เพื่อให้เครื่องวัดดังกล่าวมีค่าความถูกต้องที่ดีขึ้นรวมถึงสามารถสอบกลับได้ทางการวัดมายังหน่วยวัดสากล (SI Units) ที่สถาบันมีความสามารถได้สถาปนาหน่วยวัดทางด้านไฟฟ้าไว้แล้วและเป็นที่ยอมรับของสากล โดยโครงการนี้ได้จัดสร้างระบบการสอบเทียบเครื่องวัดความต้านทานขดลวดและเครื่องวัดฉนวนของหม้อแปลงเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมไฟฟ้าแรงสูงภายในประเทศ รวมถึงสร้างความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงระหว่างสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานภาคการศึกษา โดยโครงการวิจัยนี้เมื่อดำเนินการจัดสร้างระบบสอบเทียบแล้วเสร็จ ได้มีการนำไปศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบบสอบเทียบที่ได้จัดสร้างขึ้นด้วยการนำไปสอบเทียบให้กับเครื่องวัดจริงในบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังผ่านการสอบเทียบ และมีการนำเสนอในการประชุมวิชาการงานวิจัยและพัฒนาเชิงประยุกต์ ครั้งที่ 8 (ECTI-CARD 2016)

%e0%b8%82%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87ภายหลังเสร็จสิ้นโครงการนี้ ได้ข้อสรุปว่าเครื่องวัดความต้านทานขดลวดที่ใช้ในการวัดขดลวดของหม้อแปลงไฟฟ้าจากเดิมที่มีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ 8% มีค่าความคลาดเคลื่อนลดลงเป็นไม่เกิน 0.5%  ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนลดลง ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ช่วยประหยัดพลังงาน เนื่องจากการสูญเสียของขดลวดทองแดงมีค่าลดลง จนเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า การมีการวัดที่ดีมีการสอบเทียบเครื่องมือวัดให้ถูกต้องและสามารถสอบกลับได้ทางการวัดมายังหน่วยวัดสากลย่อมส่งผลดีให้กับผู้ประกอบการในการจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะโครงการนี้ทำให้ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าสามารถนำค่าผิดพลาดจากเครื่องวัดที่ผ่านการสอบเทียบแล้วไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตซึ่งสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัยรวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ลดการนำเข้าปริมาณทองแดงจากต่างประเทศ ประหยัดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า และยกระดับคุณภาพด้านความปลอดภัยของหม้อแปลงที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเป็นไปตามมาตรฐานสากล เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันและหน่วยงานภายนอกทั้งภาคเอกชน (บริษัทผู้ผลิต) ซึ่งจะช่วยให้สถาบันเชื่อมโยงมาตรฐานแห่งชาติสามารถถ่ายทอดค่าวัดไปยังผู้ใช้งานทุกภาคส่วนได้ รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่ภารกิจของสถาบันและเชื่อมโยงการใช้งานสู่สังคม โดยผ่านรายงานการวิจัยและการนำเสนอบทความทางวิชาการอีกด้วย