มว. วันนี้ : นวัตกรรมเพื่อการลดต้นทุน สัมภาษณ์ ดร. นฤดม นวลขาว ฝ่ายมาตรวิทยาอุณหภูมิ

ในวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ทาง มว. ของเราจะมีการนำเสนอผลงานภายในงาน Technology Show 2559 จากหิ้งสู่ห้าง กิจกรรมภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือ สวทช. เพื่อเป็นการยกระดับผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งรวมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ รวมถึงรับทราบข้อมูล ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลงานวิจัยให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมากขึ้น โดยทาง มว.ได้มีการนำเสนอทั้งหมด 6 ผลงาน ได้แก่ ได้แก่  1.การผลิตเครื่องมือวัด Standard Torque Transducer และ Standard Torque Transfer Wrench โดย นายทัศนัย แสนพลพัฒน์ และ นายโชคชัย วาดทอง ฝ่ายมาตรวิทยาเชิงกล  2.วัสดุอ้างอิงรับรองอะฟลาทอกซินในเนยถั่ว โดย ดร. จีรพา บุญญคง   3.วัสดุอ้างอิงเพื่อตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนางสาว รติรัตน์ สินวี 4. Current Shunt ความแม่นสูง เพื่อการสอบเทียบกำลังไฟฟ้า โดย พ.อ.อ.วรพล พระภักดี และ ดร.ธัญญา คชวัฒน์ ฝ่ายมาตรวิทยาไฟฟ้า  5.เทคนิคลดต้นทุนการผลิตแก่อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งด้วยมาตรวิทยา โดย ดร.นฤดม นวลขาว  นายพิเชษ วงษ์นุช นางสาวปณัฐดา ปานเพ็ชร และ 6. การทวนสอบหน้างานของเครื่องมือวัดอุณหภูมิแบบไฟเบอร์ออพติก: กรณีตัวอย่างในอุตสาหกรรมแก้ว โดย ดร. ธาดา แก้วประเสริฐ ดร.นฤดม นวลขาว และ ดร.อ้อยใจ อ่องหร่าย ฝ่ายมาตรวิทยา อุณหภูมิ  ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้ามาสัมภาษณ์ 1 ในผู้เข้าร่วมเสนอผลงานในครั้งนี้ นั่นก็คือ ดร. นฤดม นวลขาว นักมาตรวิทยา ฝ่ายมาตรวิทยาอุณหภูมิ  มาเล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการพร้อมทั้ง Concept Idea ที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์โครงการหรือนวัตกรรมต่างๆของมว.เพื่อเผยแพร่ตลอดจนการนำเสนอต่อไปในอนาคต

สาเหตุที่เลือก 2 ผลงานนี้ไปนำเสนอ ในงาน Techno Show 2016 คืออะไร

จริงๆแล้วโปรเจ็คท์นี้เป็นโปรเจ็คท์ตั้งแต่ปี 2558 เพราะรู้สึกว่า ทุกวันนี้สิ่งที่ มว.ทำให้กับอุตสาหกรรม เรายังมองภาพค่อนข้างแคบว่าเราให้เขาได้แค่เรื่องการสอบเทียบ ซึ่งจริงๆแล้ว มาตรวิทยามีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมมากกว่านั้น มาตรวิทยาสามารถเพิ่มมูลค่า (Value) ให้กับตัวสินค้า (Product) หรือกับตัวอุตสาหกรรม ได้มากว่านั้น แล้วโจทย์ตอนนั้นของเราก็คือ ตอนนี้อุตสาหกรรมของเรายังขาดอะไร แล้วหลังจากที่ได้ไปสำรวจอุตสาหกรรมโดยการลงพื้นที่จริง จึงทำให้รู้ว่าจริงๆแล้วอุตสาหกรรมบ้านเรายังขาดองค์ความรู้ในเรื่องของการจัดการเครื่องมือหรือแม้แต่การนำเครื่องมือไปใช้ค่อนข้างสูง อาจจะเป็นเพราะว่าบุคคลากรขาดองค์ความรู้หรืออาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาเราจึงมองว่าถ้าเราสามารถนำองค์ความรู้ทางด้านการจัดการเครื่องมือให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพก็อาจจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้ ซึ่งอุตสาหกรรมที่เรามุ่งเน้นไปในช่วงแรกก็คืออุตสาหกรรมอะไรก็ได้ที่มันต้องใช้พลังงานที่เป็นต้นทุนหลัก พลังงานมีผลต่อการผลิตของเขา ซึ่งเราก็มองว่าจริงๆไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงหรือที่อุณหภูมิสูงเท่านั้นที่ต้องใช้ในการผลิตมาก แต่ว่าจริงๆแล้วอุตสาหกรรมที่ต้องการการแช่แข็งหรือต้องการทำอุณหภูมิลงไปต่ำๆก็ต้องการใช้พลังงานค่อนข้างเยอะเหมือนกันในการที่จะผลิตสินค้าตรงนี้ออกมาในกระบวนการผลิต ดังนั้นเราจึงตกลงเลือกที่จะทำเรื่องพลังงานให้โรงงานอาหารแช่แข็งในขณะเดียวกันเราก็เลือกที่จะทำโครงการในเรื่องของอุณหภูมิสูงเหมือนกัน แต่เนื่องจากที่เราเลือกโรงงานอาหารแช่แข็งเป็นเพราะว่าในตอนนั้นเราได้รับการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมที่ช่วยติดต่อประสานงานส่งโรงงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อที่จะเป็นโรงงานต้นแบบเป็น Pilot Project ให้กับเรา โดยให้เราลงเข้าไปในพื้นที่ ลงไปพูดคุย เมื่อเราได้เข้าไปแล้วเราก็ยังได้รับความอนุเคราะห์จากทางเจ้าของโรงงานให้เราสามารถเข้าไปศึกษาในกระบวนการการผลิตของเขาว่าต้องใช้อะไรบ้าง ซึ่งจากการที่เราเข้าไปพูดคุยและศึกษาในกระบวนการการผลิตก็ทำให้รู้ว่าเขายังขาดอะไรแล้วเราสามารถที่จะช่วยอะไรได้บ้าง

ระหว่างทางเจออุปสรรคหรือปัญหาอะไรบ้าง

ปัญหาหลักๆของเราเลยอันดับแรกคือ หาโรงงานต้นแบบให้ได้ ซึ่งเริ่มแรก เราได้จัดเป็นรูปแบบของการสัมมนา เพื่อที่จะให้โรงงานต่างๆเข้ามาฟังข้อมูลจากมว.เป็นต้นว่า การวัดที่ดีควรจะเป็นอย่างไร การจัดการเครื่องมือที่ดีจะช่วยลดปัญหาในกระบวนการผลิตได้แค่ใหน แต่ปัญหาที่พบคือบุคลากรจากบริษัทต่างๆส่วนใหญ่ที่เข้ามาฟังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจที่เด็ดขาดได้ คือผู้ที่เข้ามาฟังส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเขาเหล่านั้นมีความสนใจแต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ทำให้โครงการนี้ไม่เกิด แต่จากที่บอกไปตอนแรกว่า เราโชคดีที่เราได้รับความอนุเคราะห์จากสภาอุตสาหกรรมซึ่งสามารถไปพูดติดต่อ หรือมีฐานข้อมูลอยู่แล้วว่าโรงงานใหนสนใจ และที่สำคัญคือเป็นโรงงานที่มีนโยบายอยู่แล้ว และมีความสนใจตรงนี้ ก็เลยทำให้เราสามารถเข้าไปลงพื้นที่ได้  ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ซึ่งในกรณีนี้คือสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมที่ช่วยเราในเบื้องต้น แต่บางทีถ้าเป็นโครงการอื่น เราก็ต้องการได้รับการสนับสนุนในทำนองนี้เช่นกัน และยิ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคือทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเราก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก เนื่องจากบางทีการตกลงกันในระดับผู้ใหญ่นั้นจะทำให้สะดวกในเรื่องของการ ติดต่อกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในเรื่องของการประสานงานจากทั้ง 2 ฝ่าย เราก็สามารถที่จะดำเนินงานได้อย่างกระชับรวดเร็วยิ่งขึ้น และอีกแง่หนึ่ง การที่เราจัดสัมมนาข้างนอกมีประโยชน์มาก ทำให้ได้รู้จักคน ได้ Connection อย่างน้อยเราได้ลูกศิษย์ ที่มักจะเข้ามาปรึกษาถึงปัญหาที่เขามี ซึ่งมันจะเชื่อมโยงไปสู่ Connection และส่งต่อไปยังการผุด Project โดยที่เราแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ส่วนอีกหนึ่งปัญหานั่นก็คือเรื่องของงบประมาณซึ่ง มว. เองก็ยังติดเรื่องการมีงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัดรวมถึงกฏระเบียบต่างๆที่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ อย่างเช่นในการที่เราจะทำโครงการ เวลาเราจะออกไปโรงงานแต่ละครั้งก็จะมีการทำบันทึกข้อความ ซึ่งการประสานงานกับภาคเอกชนในบางครั้งเราก็ต้องการความรวดเร็วที่จะสามารถออกไปแล้วตัดสินใจได้เลย เพราะในกระบวนการการผลิตของเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงหน้างานได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราไม่มีกฏระเบียบที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความสอดคล้องกับสถานการณ์จริงเราก็อาจจะเสียโอกาสในการเข้าไปโชว์ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่ เราอาจเสียความน่าเชื่อถือ เสียโอกาสในการติดต่อเพื่อสร้างเครือข่ายตรงนั้นได้

พี่เติบ1

ดร. นฤดม นวลขาว

แล้วที่เลือกโครงการนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้สิ่งนี้จะไม่ใช่ชิ้นงาน แต่มันเป็นโครงการที่เข้ากับแนวทาง ( Concept Idea) ของทางผู้จัดงาน Techno Show นั่นก็คือการใช้ นวัตกรรมเพื่อการลดต้นทุน เพราะฉะนั้นเราจึงมองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตรงนี้มันคือ นวัตกรรมอย่างหนึ่งที่มาในรูปของกระบวนการการจัดการที่มีศักยภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ และอย่างที่สองก็คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ มว. จะต้องมีอะไรใหม่ๆ บ้าง อะไรใหม่ๆในที่นี้ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของการสอบเทียบ แต่มันเป็นเรื่องของการใช้องค์ความรู้ (Know How) ด้านมาตรวิทยาที่เราจะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหา ไปพัฒนากระบวนการผลิต ไปลดต้นทุนให้เขาได้อย่างจริงจัง ซึ่งจริงๆก็อยากจะเสนอแผนเป็น Package ในรูปแบบของ Measurement Solution ให้กับทางโรงงานได้เลยว่าถ้าโรงงานมีปัญหาหรือต้องการที่จะพัฒนาเกี่ยวกับทางด้านการวัดเราสามารถช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ และถ้าเราสามารถบูรณาการงานเหล่านี้กับหน่วยงานอื่นในกระทรวงวิทย์ฯที่มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของกระบวนการการผลิตอยู่แล้ว เราก็จะนำสิ่งที่เรามี เช่น เข้าไปดูเรื่องเครื่องมือวัด ช่วยเรื่องมาตรฐานการวัด เป็นการบูรณาการร่วมกันเป็น Work Package ใหญ่ๆที่สามารถแก้ปัญหาตรงตามโจทย์ของภาคการผลิตได้แบบเบ็ดเสร็จ มันก็จะดีมากๆเลยครับ

ถ้าอย่างนั้นผลงานที่เป็น Know How ที่จะไปนำเสนอในงาน Techno Show มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพราะได้ข่าวมาว่ามีผู้ประกอบการจากภาคอุตสาหกรรมมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก  

นับว่าโชคดีที่ทาง สวทช.ซึ่งเป็นเจ้าภาพงานที่เราเข้าไปร่วมในครั้งนี้ มองเห็นถึงความสำคัญของการนำเสนอผลงานวิจัย คือต้องนำเสนออย่างไรให้งานวิจัยหรือโครงการอะไรก็แล้วแต่ให้น่าสนใจ ในหลายๆองค์กรมีนักวิจัยที่เก่งแต่ยังขาดทักษะในการนำเสนอที่โดนใจนักลงทุน  จึงมีแนวคิดในการจัดอบรม “Pitching อย่างไรให้โดนใจ” เมื่อเดือน ธันวาคมปีที่แล้ว ที่อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยขึ้นมา  ซึ่งเป็นการอบรมฟรี  โดยสอนเทคนิคให้เรารู้ว่า ควรจะนำเสนออย่างไรให้โดนใจในช่วงเวลาที่จำกัด ต้องการให้เขาซื้อผลงานของเรา เราจะต้องใช้เทคนิค ใช้ท่าทางอะไร อย่างไรบ้าง โดยเขาจัดทำ Workshop ให้เรา 1 วันเต็มสำหรับการเรียนรู้และการ Pitching จริงๆ ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆเพราะอาจารย์ที่มาเป็นโค้ชให้เราคือ ศาสตราจารย์ ดร.ภูพงศ์ พงษ์เจริญ รองอธิบดีฝ่ายวิจัย สำนักงาน อธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ค่อนข้างสูง ซึ่งท่านก็ให้คำแนะนำ ให้แนวคิดต่างๆที่มีประโยชน์มากในเรื่องของการนำเสนอในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งตัวผมเองก็มองว่าการนำเสนอเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะไม่ว่าคุณจะทำงานเยอะแค่ใหน  มีผลงานมากขนาดใหน แต่ถ้าคุณนำเสนอไม่เป็น คุณทำมา100 เขาก็ไม่รู้หรอกว่าคุณทำ 100 เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำงานหนักและคิดว่ามีผลงานคุณภาพมันจะไร้ประโยชน์ทันทีถ้าคุณไม่สามารถนำเสนอได้อย่างน่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจต่อคนภายนอก ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่ สวทช.ทำตรงนี้ขึ้นมาและให้เราได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องของเทคนิคในการ Pitching เพราะคิดว่านักวิทยาศาสตร์ในแวดวงนี้หลายท่านอาจจะเก่งในเรื่องของวิทยาศาสตร์แต่ยังขาดทักษะในการนำเสนอผลงานให้ดึงดูดใจ เราอาจจะพูดในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ดีแต่อาจจะลืมไปว่าบางครั้งคนที่จะมาฟังหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจต่อการซื้อผลงานก็ไม่ได้มีความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาอาจจะเข้าใจไปคนละทิศละทางกับเรา เพราะฉะนั้นการทำ Pitching เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ทำให้เราเชื่อมต่อกับบุคคลภายนอกซึ่งจะนำมาสู่ความเป็น Potential Stakeholder หรือ Potential Customer ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้เราจูนกันได้ และเราจะได้รับโอกาสทางความร่วมมือมากขึ้นด้วย เป็นโอกาสที่ดีของเราที่เราจะได้ไปนำเสนอภาพรวมของสถาบันหรือมุมมองใหม่ๆของสถาบันให้กับบุคคลหรือผู้ประกอบการที่ยังไม่รู้จักเราให้มีความคุ้นเคยกัน ซึ่งเราก็หวังว่าสิ่งนี้จะสร้าง Impact ให้กับสถาบันได้มากยิ่งขึ้น

gallery-1215-197     gallery-1215-113      gallery-1215-196   gallery-1215-253

คิดว่าตัวเองพร้อมหรือไม่กับการเข้าสู่ตลาด R&D

ก่อนอื่นต้องถามนักมาตรวิทยาก่อนว่า ทุกวันนี้ที่คุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวไปสู่ตลาด R& D มันอาจจะไม่ได้หมายถึงแค่การทำวิจัยอย่างเดียว มันอาจจะเป็นงานโครงการอะไรก็แล้วแต่ที่คุณมองว่าเป็นโครงการที่ใช้ความรู้ด้าน Know How มาถ่ายทอดหรือว่าปรับปรุงพัฒนากระบวนการต่างๆให้กับทางอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งถ้าเราสามารถทำตรงนี้ได้มันจะเป็นการเพิ่ม Value ให้กับสถาบันหรืองานของเราอย่างสูง ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เกินไปจากขอบข่ายของพันธกิจของสถาบันฯเลย เพราะว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอให้กับอุตสาหกรรมในตอนนี้มันก็คือการถ่ายทอดค่านั่นเอง แต่เป็นการถ่ายทอดค่าในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งบางโรงงานก็มีความต้องการสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่สามารถไปเพิ่ม Value ที่เป็นวิธีการที่เป็นรูปธรรม เมื่อถามว่าเมื่อคุณส่งเครื่องมือมาสอบเทียบไปใช้งานคุณได้ Value มาเท่าไหร่ บางครั้งมันยังมองภาพไม่ชัด แต่ถ้าถามว่าคุณทำโครงการนี้ให้กับโรงงานนี้ เขาสามารถลดต้นทุนไปได้เท่าไหร่ สิ่งนี้ต่างหากที่มันมองเห็นถึง Value ได้ออกมาเป็นรูปธรรมจริงๆ ดังนั้นผมมองว่าถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งของสถาบันฯพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่แนวทางในลักษณะนี้คิดว่าน่าจะช่วยให้สถาบันเป็นที่รู้จัก และมีมูลค่าในมุมมองของผู้ที่จะให้เงินเรามากขึ้น แต่ถ้าถามในมุมมองของผมว่าพร้อมมั้ย ผมว่าผมพร้อมที่จะเดินไปในลักษณะนี้บ้าง และจริงๆก็อยากจะบอกว่าที่ มว. เรามีนักมาตรฯที่เก่ง มีศักยภาพอยู่หลายคน เราอาจจะสร้างทีมขึ้นมาเป็น Teamwork แบ่งไปในแต่ละ พารามิเตอร์ แล้วเราก็ช่วยกันปั้นงาน เพราะสุดท้ายคนที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชน และตัวของสถาบันฯเอง